หอกใหม่ “เสือเหลือง”

    จากที่ตอนแรกดูเหมือนว่าทางโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ทีมชั้นนำของศึกบุนเดสลีก้า เยอรมัน จะล้มเลิกแผนในการคว้าตัวกองหน้าคนใหม่เข้ามาสู่ทีมไปแล้ว หลังจากที่ไม่สามารถตกลงค่าตัวกับเชลซีเพื่อขอซื้อตัวมิชี บาตชัวญี่ กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมมาร่วมทีมได้ ทำให้เหมือนว่าสโมสรจะตัดสินใจไม่ดึงใครเข้ามาเป็นกองหน้าแทนที่ของปิแอร์ อเมริค โอบาเมยัง กองหน้าทีมชาติกาอบงที่ปล่อยไปให้กับอาร์เซน่อลเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อช่วงต้นปีพวกเขาแก้ปัญหาชั่วคราวโดยการยืมตัวมิชี่ บาตชัวญี่มาเล่นแทน ซึ่งอันที่จริงกองหน้าวัย 24 ปีทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย โดยทำได้ถึง 9 ประตูจากการลงสนามไปเพียง 10 นัดในบุนเดสลีก้าเท่านั้น ซึ่งสโมสรก็ต้องการซื้อขาดมาร่วมทีมด้วย แต่ดูเหมือนว่าทางเชลซีจะยังต้องการเพียงแค่ปล่อยให้ยืมตัวเท่านั้น จนสุดท้ายเชลซีจึงตัดสินใจปล่อยไปให้กับบาเลนเซีย ทีมชั้นนำในสเปนยืมตัวไปใช้งาน 1 ฤดูกาล

ตอนแรกดูเหมือนว่าลูเซียง ฟาฟร์ กุนซือชาวสวิตเซอร์แลนด์วัย 60 ปีที่เข้ามาคุมทีมแทนปีเตอร์ สโตเกอร์เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา พยายามจะลองใช้มาร์โก รอยส์ กองหน้าทีมชาติเยอรมันขยับเข้ามาเป็นกองหน้าตัวเป้าดู แต่ว่าไม่ประสบความสำเร็จ และทีมเล่นได้ไม่ลงตัว ซึ่งจะเห็นได้จากศึกเดเอฟเบ โพคาลก่อนเปิดฤดูกาล ซึ่งเขาลองใช้มาร์โก รอยส์เป็นกองหน้าตัวเป้า แต่ก็เล่นได้ไม่ดีจนเกือบต้องตกรอบ 64 ทีมไปเสียแล้ว ยังดีที่ได้อักเซล วิตเซิ่ล กองกลางทีมชาติเบลเยี่ยมมาทำประตูตีเสมอในช่วงนาทีสุดท้ายของการทดเวลาบาดเจ็บ ซึ่งมาร์โก รอยส์ เหมาะที่จะเล่นเป็นตัวริมเส้นเสียมากกว่า ทำให้ตอนนี้ดูเหมือนว่าทีม “เสือเหลือง” จะต้องลงสู่ตลาดซื้อขายนักเตะอีกครั้ง โดยพวกเขาเล็งที่จะไปดึงตัวดิวอค โอริกี้ กองหน้าวัย 23 ปีอดีตทีมชาติเบลเยี่ยมมาจากลิเวอร์พูลแทน ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขาแล้ว หากว่าไม่สามารถได้นักเตะรายนี้มาร่วมทีม ก็คงจะต้องใช้มาร์โก รอยส์ หรือว่าจะดันอเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้าดาวรุงทีมชาติสวีเดนขึ้นมาเป็นตัวจริงแทน ซึ่งอาจจะมีปัญหาในระยะยาวของฤดูกาลอย่างแน่นอน หากว่ากองหน้าทั้ง 2 รายเกิดอาการบาดเจ็บ หรือว่าไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างที่หวังเอาไว้ได้ และพวกเขาอาจจะต้องมาโหยหากองหน้าตัวใหม่อีกครั้งในช่วงที่ตลาดซื้อขายหน้าหนาวเปิดในเดือนมกราคมปีหน้า

บทความโดยเว็บไซต์ แทงบอลออนไลน์

 

 

ศูนย์รวมดาวรุ่ง

    บุนเดสลีก้าถือว่าเป็นลีกที่เป็นเวทีที่ให้นักเตะดาวรุ่งของวงการฟุตบอลแจ้งเกิดมาหลายรายแล้ว ทั้งเมซุต โอซิล เพลย์เมคเกอร์คนดังของอาร์เซน่อล ที่แจ้งเกิดได้ตอนอยู่กับแวร์เดอร์ เบรเมน หรืออย่างติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางทีมชาติสเปนที่ย้ายออกจากบาร์เซโลน่า ก็มาได้เวทีบุนเดสลีก้าโชว์ฟอร์มกับบาเยิร์น มิวนิคเป็นต้น แต่ในช่วงนี้มีอยู่ 1 ทีมที่กำลังรวบรวมนักเตะดาวรุ่งอนาคตไกลไว้กับทีมหลายคนเลยทีเดียว และอาจจะเป็นทีมม้ามืดของฤดูกาลนี้เลยก็ได้ นั่นก็คือไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นนั่นเอง ที่สะสมนักเตะดาวรุ่งน่าจับตามองไว้หลายคน และกำลังเป็นที่สนใจของทีมชั้นนำจากยุโรปแทบทุกคนเลยด้วย

เมื่อฤดูกาลที่แล้วมีนักเตะดาวรุ่งของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2 คนที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น จนสามารถช่วยทีมคว้าโควต้าไปเตะฟุตบอลยุโรปได้ในฤดูกาลนี้ด้วย นั่นก็คือเลออน เบลี่ ปีกเชื้อสายจาไมก้า และจูเลี่ยน บลันดต์ ปีกดีกรีทีมชาติเยอรมันชุดฟุตบอลโลกที่ผ่านมานั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็น 2 ปีกนรกแตกที่คอยหลอกหลอนคู่แข่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียว ซึ่งปีกดาวรุ่งทั้ง 2 รายนี้มีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันพอสมควร คือเบลี่ในวัย 21 ปีจะเล่นในตำแหน่งปีกขวาเป็นหลัก ซึ่งมีจุดเด่นคือเป็นนักเตะที่มีสปีดที่รวดเร็ว และเลี้ยงบอลได้เร็ว ทำให้หนีตัวประกบได้บ่อยครั้งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และมีค่าเฉลี่ยในการเลี้ยงหลบนักเตะคู่ต่อสู้ออยู่ในระดับต้นๆ ของลีกบุนเดสลีก้าด้วย โดยอาจจะยังเป็นรองคริสเตียน พูลิซิช ปีกดาวรุ่งทีมชาติสหรัฐอเมริกาของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์อยู่เลก็น้อยเท่านั้น โดยฤดูกาลที่แล้วช่วยทีมทำได้ถึง 9 ประตูเลยทีเดียว ส่วนอีกคนคือจูเลี่ยน บลันดต์ ปีกซ้ายที่โยอาคิม เลิฟ เลือกเขาไปติดทีมชาติเยอรมันแทนที่จะเป็นเลรอย ซาเน่ ปีกฟอร์มเทพจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งนักเตะวัย 22 ปีก็ทำได้วูบวาบทีเดียวยามได้ลงสนามเป็นตัวสำรองในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

แต่ฤดูกาลที่จะถึงนี้จะมีนักเตะดาวรุ่งอีกคนหนึ่งของเลเวอร์คูเซ่นที่น่าจับตามองก็คือไค ฮาเวิร์ตซ์ เพลย์เมคเกอร์ดาวรุ่งของทีมนั่นเอง ซึ่งอันที่จริงเล่นให้ทีมชุดใหญ่มาตั้งแต่อายุ 17 ปีแล้วด้วยซ้ำ แต่ฤดูกาลนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกให้จับตามองเจ้าหนูรายนี้ให้ดีเลยทีเดียว โดยถูกมองว่ามีโอกาสจะเป็นนักเตะระดับท็อปแบบเมซุต โอซิลได้เลยด้วย

ม้ามืด

   ในศึกบุนเดสลีก้า ถือว่ามีความไม่แน่นอนสูงนัก ความหมายคือนอกจากบาเยิร์น มิวนิคที่มีมาตรฐานสูงที่สุดในประเทศแล้ว นอกจากนั้นถือว่ายังเป็นทีมที่ไม่ได้แน่นอนมากนัก หากเทียบกับบิ๊ก 6 ในลีกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ที่ก็จะเป็นทีมใหญ่ๆ อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือว่าจะเป็นเชลซี ที่บางทีอาจจะหลุดจากการคว้าแชมป์ไปบ้าง แต่สุดท้ายพวกเขาก็จะอยู่แถวๆ หัวตารางตลอด และยังไม่มีทีมไหนที่สามารถสอดแทรกเข้ามาติดอยู่ในอันดับท็อป 6 ได้ แต่ในศึกบุนเดสลีก้านั้นถือว่ามีความแตกต่างออกไป ซึ่งนอกจากบาเยิร์น มิวนิคแล้ว ไม่มีทีมไหนเลยที่จะสามารถการันตีได้เลยว่าพวกเขาจะติดท็อปโฟร์อย่างแน่นอนในฤดูกาลนี้ เนื่องจากสภาพของแต่ละทีมนั้นยังไม่มีความนิ่งในเรื่องของตัวกุนซือ ระบบการเล่น หรือแม้แต่ตัวนักเตะในแต่ละฤดูกาลก็ตาม ทำให้ฟอร์มในแต่ละปีอาจจะตกไปอยู่กลางตารางเลยก็มีให้เห็นบ่อย หรือว่าบางทีโผล่ขึ้นมาหัวตารางปีเดียว ฤดูกาลต่อไปอาจจะถึงขั้นต้องตกชั้นเลยก็มีให้เห็นมาแล้ว

ในแต่ละฤดูกาลของศึกบุนเดสลีก้าก็จะมีทีมม้ามืดที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวตาราง และทำผลงานได้ดีอย่างดีเกินคาดมาโดยตลอด ซึ่งอย่างเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็คือมีชาลเก้ 04 ที่ได้กุนซือใหม่อย่างโดเมนิโก้ เทเดสโก้เข้ามาคุมทีม และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งๆ ที่ไม่ได้ถูกคาดหวังมากมายนัก และฤดูกาลนี้พวกเขาก็ถูกคาดหวังว่าจะเป็นทีมเต็งหัวตารางอีกครั้ง ทำให้ไม่ได้อยู่ในข่ายว่าจะเป็นม้ามืดแล้วในฤดูกาลนี้ แต่ทีมที่ถุกมองว่าจะเป็นม้ามืดในฤดูกาลนี้ก็คือไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นนั่นเอง

ทีม “ห้างขายยา” ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เป็นทีมที่น่าจับตามองอย่างมากในฤดูกาลนี้ เนื่องจากพวกเขากำลังมีดาวรุ่งน่าจับตามองหลายราย โดยกุนซืออย่างไฮโก้ แฮร์ลิช อดีตนักเตะทีมชาติเยอรมันคุมทีมอยู่ในเวลานี้ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็ทำผลงานได้ดีทีเดียว โดยจบอันดับที่ 5 ของตาราง และเกือบได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแล้วด้วย แต่ว่าดันมีลูกได้เสียที่น้อยกว่าฮอฟเฟ่นไฮม์ และโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ทำให้พวกเขาชวดไป โดยอีกทีมที่ถูกมองว่าจะเป็นม้ามืดในฤดูกาลนี้ก็คือทีม “ม้าขาว” สตุ๊ตการ์ต ที่ฟอร์มร้อนแรงสุดๆ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ว่าพวกเขากลับพึ่งตกรอบเดเอฟเบ โพคาลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ระบบใหม่ของ “เสือเหลือง”

    ก่อนหน้านี้โบรุสเซียดอร์ตมุนด์ในยุคการคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันที่เหมือนเป็นคนสร้างระบบการเล่นของทีมมาจนถึงปัจจุบันจะมีการใช้ระบบ 4-3-3 เป็นหลัก และมาในยุคของโธมัส ทูเคิ่ล ที่เป็นมือขวาของเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็นำระบบนี้มาใช้ต่อยอดให้กับทีม ซึ่งในยุคนั้นพวกเขาประสบความสำเร็จสามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีก้าเหนือบาเยิร์น มิวนิคได้ด้วย แต่จากการเปลี่ยนกุนซือใหม่ของทีมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ในฤดูกาลนี้มาเป็นลูเซียง ฟาฟร์ กุนซือจอมเก๋าชาวสวิตเซอร์แลนด์ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนระบบของทีม โดยมาใช้ระบบ 4-1-4-1 แทนในฤดูกาลที่จะถึงนี้ เนื่องจากเหมาะสมกับตัวผู้เล่นที่ทีมมีอยู่ในตอนนี้มากที่สุดด้วย

โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ในชุดนี้มีนักตะในตำแหน่งแดนกลางหลายราย แต่กลับแทบไม่มีกองหน้าตัวเป้าอยู่ในทีมเลยแม้แต่รายเดียว หลังจากที่พวกเขาขายปิแอร์ อเมริค โอบาเมยัง กองหน้าตัวหลักของทีมไปให้กับอาร์เซน่อลเมื่อเดือนมกราคม แต่ไม่สามารถซื้อใครเข้ามาทดแทนได้เลย เนื่องจากเป้าหมายแต่ละรายถูกตั้งค่าตัวไว้สูงมาก ทำให้พวกเขาหันไปเสริมทัพในตำแหน่งอื่นแทน โดยเฉพาะในตำแหน่งแดนกลางที่ล่าสุดพวกเขาพึ่งคว้าตัวอั๊กเซล วิทเซิ่ล กองกลางตัวตัดเกมทีมชาติเบลเยี่ยมมาจากทีมเทียนจิน ทีมในซุเปอร์ลีกของประเทศจีนด้วยค่าตัวประมาณ 20 ล้านยูโร ทำให้แดนกลางของทีมมีตัวเลือกมากขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นด้วย โดยหากนับตอนนี้แดนกลางของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ประกอบด้วยอั๊กเซล วิตเซิ่ล โธมัส เดลานี่ กองกลางชาวเดนมาร์ก นูริ ซาฮิน กองกลางทีมชาติตุรกี มาริโอ เกิตเซ่ กองกลางตัวรุก เซบาสเตียน โรดี้ ชินจิ คางาวะ และจูเลี่ยน ฟีเกิ่ล ซึ่งนักเตะแต่ละรายถือว่ามีดีกรีที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมถึงพวกนักเตะดาวรุ่งที่ถูกดันขึ้นมาอีก 2-3 คนด้วย ทำให้กุนซือวัย 60 ปีมีตัวเลือกมากพอที่จะใช้ระบบกองกลางที่มี 5 คนได้ และเหมาะกับสไตล์การคุมทีมของเขามากกว่าด้วย ซึ่งการได้มาคุมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ถือว่าเป็นทีมที่ใหญ่ที่สุดในการคุมทีมของเขาแล้วด้วย เนื่องจากในอาชีพในการเป็นกุนซือเกือบ 30 ปีของเขาเคยแต่คุมทีมระดับกลางตารางอย่างแฮร์ธ่า เบอร์ลิน โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค และนีซในประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นความท้าทายใหม่สำหรับกุนซือมากประสบการณ์รายนี้ทีเดียว ว่าจะทำทีม “เสือเหลือง” ได้ออกมาดีแค่ไหน และจะรักษาพื้นที่ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าได้หรือไม่ คงต้องมาลุ้นกัน

ความตกต่ำของฮัมบูร์ก

    ฮัมบูร์ก เอสวี ถือว่าเคยเป็นทีมชั้นนำของศึกบุนเดสลีก้ามาอย่างยาวนาน และก่อนหน้านี้พวกเขาเป็นทีมเดียวในศึกบุนเดสลีก้าที่ไม่เคยตกชั้นจากลีกสูงสุดเลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่ก่อทั้งลีกมา แต่พวกเขาก็ต้องมาเสียสิ่งที่เชิดหน้าชูตาพวกเขาได้มาโดยตลอด เมื่อฮัมบูร์กจบฤดูกาลที่แล้วด้วยอันดับที่ 17 ทำให้ต้องตกชั้นไปเล่นในลีก้า 2 โดยอัติโนมัติ ซึ่งอันที่จริงพวกเขามีแววมาหลายฤดูกาลแล้ว แต่ก็เอาตัวรอดมาได้โตยตลอด จนมาถึงฤดูกาลที่แล้วที่คริสเตียน ติตซ์ กุนซือวัย 47 ปีที่เข้ามารับงานเมื่อเดือนมีนาคม ที่ทำทีมผลงานกระเตื้องขึ้นพอสมควร แต่ก็ไม่สามารถช่วยทีมได้ทัน หลังจากที่มารับงานต่อจากแบรนด์ ฮอลเลอร์บัค กุนซือคนก่อนที่ทำไว้ได้อย่างย่ำแย่ ด้วยผลงานไม่ชนะใครเลยจาก 7 นัด และทำให้ทีมต้องไปจมอยู่ท้ายตารางและต้องตกชั้นไปในที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ในฤดูกาล 2013-2014 และ 2014-2015 พวกเขาก็เคยเกือบตกชั้นมาก่อน แต่ตอนนั้นพวกเขาจบอันดับที่ 16 ของตาราง จึงได้โอกาสเล่นเพลย์ออฟกับทีมอันดับ 3 ของลีก้า สอง และเอาตัวรอดมาได้ทั้ง 2 ครั้ง แต่หนนี้พวกเขาต้องตกไปถึงอันดับที่ 17 คราวนี้จึงไม่มีโอกาสได้แก้ตัวเหมือนก่อน

ซึ่งพอตกจากศึกบุนเดสลีก้ามาพวกเขาก็เป็นตัวเต็งที่จะได้กลับขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุดอีกครั้งในฤดูกาลหน้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากตัวผู้เล่นของพวกเขาก็ยังดูดีกว่าทีมอื่นๆ ในลีกลีก้า สองของเยอรมัน โดยผู้เล่นของทีมฮัมบูร์กในฤดูกาลนี้จะมีนักเตะชาวญี่ปุ่นค้าแข้งอยู่พร้อมกันถึง 3 ราย โดยมีโคซูเกะ นากามูระ เป็นตำแหน่งผู้รักษารประตู โยชิริ มุโตะที่เล่นในตำแหน่งกองหน้า และอีกคนก็คือโกโตคุ ซากาอิ กองหลังตัวหลักของทีมที่กลายเป็นกัปตันทีมในฤดูกาลนี้ด้วย และมีคริสเตียน ติตซ์ มาเป็นกุนซือซึ่งเขาถูกดันจากการคุมทีมชุดสำรองให้ขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ซึ่งก็พาทีมทำผลงานได้ใช้ได้ จึงได้รับมอบหมายให้คุมทีมต่อในฤดูกาลนี้ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไปได้ไม่สวยซะแล้ว เมื่อนัดเปิดสนามในศึกลีก้า สอง พวกเขาดันพ่ายคาบ้านให้กับโฮลสไตน์ คีลถึงถิ่นโฟร์ลค ปาร์คถึง 0-3 และทำให้พวกเขาก็ต้องลงไปจมกองบ๊วยตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาลนี้ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดของฮัมบูร์กแล้วในเวลานี้

แนวรุกอันตราย

   ทีมที่น่าจับตามองในศึกบุนเดสลีก้าในฤดูกาลที่จะถึงนี้ นอกจากจะเป็นบาเยิร์น มิวนิค แชมป์บุนเดสลีก้า 6 สมัยซ้อน หรือว่าจะเป็นโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ทีมดังในระยะหลังก็ดี แต่ทีมที่น่าจับตามองที่สุดน่าจะเป็นไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ที่มีไฮโก้ แฮร์ริช อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมันและของเลเวอร์คูเซ่นเองคุมทีมอยู่ในเวลานี้ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาจบได้ถึงอันดับที่ 5 ของตารางเลยทีเดียว โดยมีคะแนนเท่ากับฮอฟเฟ่นไฮม์ และโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ที่ได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วยซ้ำ แต่ประตูได้เสียของพวกเขานั้นน้อยกว่านิดเดียวเท่านั้น ทำให้ได้ไปเล่นเพียงยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้เท่านั้น โดยกุนซือวัย 46 ปีทำทีมได้น่าสนใจเลยทีเดียว โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาทำประตูได้ 55 ประตูซึ่งดีกว่าชาลเก้ 04 ที่ได้รองแชมป์เสียด้วยซ้ำ และพวกเขามีแนวรุกที่ถือว่าอันตรายที่สุดทีมหนึ่งในลีก ณ เวลานี้อีกด้วย

ทีม “ห้างขายยา” มีเควิน โฟลแลนด์ กองหน้าวัย 25 ปีเป็นกองหน้าตัวเป้า และเป็นดาวซัลโวประจำทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย โดยสามารถทำได้ถึง 14 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ และมีคู่กองหน้าเป็นลูคัส อลาริโอ กองหน้าวัยเบ็ญจเพศชาวอาร์เจนไตน์ที่ทำได้ 9 ประตูกับ 5 แอสซิสต์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป็น 2 ปีกดาวรุ่งตัวจี๊ดของทีมทั้งลีออน เบลี่ย์ ปีกชาวจาไมก้า และจูเลี่ยน บรันดต์ ปีกดีกรีทีมชาติเยอรมันในชุดฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมาด้วย โดยดาวเตะ 2 รายนี้ถือว่าเป็นนักเตะที่เนื้อหอมที่สุดของลีกบุนเดสลีก้าในเวลานี้เลยก็ว่าได้ เนื่องจากลีออน เบลี่ย์ ปีกความ่เร็วสูงมีวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น ส่วนจูเลี่ยน บรันดต์นั้นมีวัย 22 ปี ซึ่งมีจุดเด่นที่การสับไกลที่รุนแรงและเฉียบคม และเปิดบอลได้อันตรายตลอด ทำให้ต่างเป็นที่หมายตาของทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรป โดยเฉพาะกับบาเยิร์น มิวนิคที่เล็งจะคว้าตัวมาร่วมทีมทั้ง 2 ราย อยู่ที่ว่าจะยื่นซื้อดาวเตะจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นในช่วงเวลาไหนเท่านั้น

ฤดูกาลนี้เราก็จะได้เห็นความอันตรายในแนวรุกของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นอีกครั้ง เนื่องจากพวกเขายังสามารถรักษา 4 ประสานให้อยู่ในถิ่นบาย อารีน่าพร้อมกันได้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งจะถือว่าเป็นการร่วมเล่นด้วยกันเป็นฤดูกาลที่ 2 ซึ่งตามหลักการพวกเขาน่าจะทำผลงานได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้วด้วย

ปีสุดท้ายกับฮอฟเฟ่นไฮม์

  ฤดูกาล 2018-2019 จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของการทำงานร่วมกันระหว่างฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมในศึกบุนเดสลิก้า กับจูเลี่ยน นาเกลสมันน์ กุนซือหนุ่มวัย 31 ปีที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับสโมสร และได้รับคำชมเป็นอย่างยิ่งจากสื่อต่างๆ รวมถึงบรรดากุนซือด้วยกันเอง เนื่องจากเขาจะย้ายไปคุมทีมไลป์ซิก ทีมคู่แข่งในศึกบุนเดลีก้าในฤดูกาลหน้า หลังจากที่ตกลงและเซ็นต์สัญญากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอดีตเยาวชนของทั้งสโมสรเอ๊าส์บวร์ก และ 1860 มิวนิคไม่ได้มีความสามารถในด้านการเล่นฟุตบอลเท่าไหร่ และไม่เคยได้ลงสนามในฐานะนักฟุตบอลอาชีพเลยด้วยซ้ำ จนทำให้เขาท้อใจ และหันไปเรียนด้านโค๊ชตั้งแต่ยังหนุ่ม จนทำให้สอบผ่านโปรไลเซ่นส์จากทางยูฟ่าได้อย่างรวดเร็ว และมีข่าวว่าเขาเป็นอันดับ 1 ของรุ่นในการเรียนงานด้านโค๊ชด้วยซ้ำ ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่น่าสนใจจนทำให้ฮอฟเฟ่นไฮม์ตัดสินใจจ้างเขาเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมตั้งแต่ปี 2012-2013 และได้รับหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนให้กับทีมชุดยู 19 ควบคู่กันไปด้วย  โดยทางทิม วีเซ่ อดีตผู้รักษาประตูของทีมได้ตั้งชื่อเล่นของกุนซือหนุ่มคนนี้ว่าเป็น “มินิ มูรินโญ่” ด้วย ซึ่งเขาพาทีมชุดยู 19 คว้าแชมป์บุนเดสลีก้าได้สำเร็จเมื่อฤดูกาล 2013-2014

สุดท้ายเขาก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นกุนซือทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัวจนได้ และได้เริ่มงานในฤดูกาล 2016-2017 โดยเซ็นสัญญากันเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งตอนนั้นนาเกลสมันน์มีอายุเพียง 28 ปีเท่านั้น เลยกลายเป็นกุนซือที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของบุนเดสลีก้าไปโดยปริยาย และในฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับฮอฟเฟ่นไฮม์แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นตัวเต็งที่จะได้คุมบาเยิร์น มิวนิคด้วยซ้ำ แต่ทางทีม “เสือใต้” กลับไปเลือกนิโก้ โควัช อดีตเด็กเก่าของสโมสรเข้ามาคุมทีมเสียก่อน ทำให้นาเกลสมันน์ต้องโดดไปคุมไลป์ซิกแทน

เมื่อฤดูกาลที่แล้วกุนซือหนุ่มที่ตอนนี้มีวัยเพียง 31 ปีสามารถพาฮอฟเฟ่นไฮม์จบอันดับที่ 3 ของตาราง และได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ซึ่งเมื่อฤดูกาลก่อนพวกเขาก็ได้ไปเล่นรอบเพลย์ออฟมาแล้ว แต่ดันไปจับเจอลิเวอร์พูล และต้องแพ้ยับกลับมาเสียก่อน แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขาจะได้ไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มแบบอัตโนมัติ โดยฤดูกาลนี้พวกเขาถูกมองว่าจะทำได้ดีเช่นเดิม โดยนักเตะหลักๆ ของพวกเขามีอันเดรีย คามาริช กองหน้าทีมชาติโครเอเชียเป็นตัวหลักในแนวรุก และมีนาเดียม อมิรี่ ดาวรุ่งที่จะคอยปั้นเกม

แชมป์แบบนอนมา

            แชมป์บุนเดสลีก้า 6 สมัยติดต่อกันไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ สำหรับบาเยิร์น มิวนิค แต่มันแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในด้านประสิทธิภาพของทีมที่เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างบาเยิร์น มิวนิค เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศเยอรมัน 28 สมัย กับบรรดาทีมต่างๆ ที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเป็นผู้ท้าชิงกับทีม “เสือใต้” ในการแย่งแชมป์ในแต่ละฤดูกาล แต่กลับไม่มีใครสามารถโค่นบัลลังค์ของบาเยิร์น มิวนิคลงได้ตลอด 6 ฤดูกาลที่ผ่านมา โดยทีมล่าสุดที่สามารถแย่งแชมป์มาจากถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่าได้คือโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ในยุคที่มีเจอร์เก้น คล็อปป์เป็นกุนซือ ที่ปัจจุบันย้ายไปคุมลิเวอร์พูลในอังกฤษแป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ฤดูกาล 2018-2019 ที่กำลังจะเริ่มต้นนี้ก็เช่นกัน ที่พวกเขาถูกมองว่าจะสามารถคว้าถาดบุนเดสลีก้ามาครองได้อีกสมัยอย่างแน่นอน จากการออกอัตราจากบริษัทรับพนันที่ถูกกฏหมายของต่างประเทศ ที่ออกมาในชนิดที่ว่าบาเยิร์น มิวนิคจะสามารถคว้าแชมป์ลีกได้อย่างแน่นอน โดยอัตราเฉลี่ยอยู่ที่แทง 6 แต่ได้กลับมาเพียงแค่ 1 เท่านั้นหากทีม “เสือใต้” คว้าแชมป์ได้จริง ในขณะที่เต็ง 2 อย่างโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ กลับมีราคาที่แทง 1 ได้กลับมาถึง 7 ต่อหากทีม “เสือเหลือง” ได้แชมป์ ส่วนทีมเต็ง 3 อย่างไลป์ซิกบ่อนรับพนันยอมจ่ายถึง 25 ต่อเลยทีเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขามั่นใจมากว่าบาเยิร์น มิวนิคจะสามารถคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลนี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาพึ่งจะมีการเปลี่ยนกุนซือจากจุ๊ป ไฮน์เกส ที่เข้ามารักษาการแทนคาร์โล อันเชล็อตติ เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว มาเป็นนิโก้ โควัช กุนซือหนุ่มชาวโครเอเชียที่คุมทีมไอน์ทรัช แฟรงเฟิร์ตได้แชมป์เดเอฟเบ โพคาลเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ด้วยการเอาชนะทีม “เสือใต้” นี่แหละ 3-1 ในรอบชิงชนะเลิศ

มี 2 ทีมเท่านั้นที่ถุกมองว่าจะสามารถมีโอกาสที่จะแย่งแชมป์ได้ในฤดูกาลนี้ แต่ก็ยังดูห่างชั้นจากแชมป์เก่านัก รวมถึงการเสริมทัพก็ไม่ได้ดูดีขึ้น โดยเฉพาะกับไลป์ซิกที่ต้องเสียนาบี เกต้า กองกลางคนสำคัญของทีมออกไปให้กับลิเวอร์พูลด้วย ทำให้ทีมของพวกเขาอ่อนลง ส่วนทางด้านโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ก็ยังหากองหน้าที่จะมาแทนที่ปิแอร์ อเมริค โอบาเมยังไม่ได้ และก็ไม่สู้ราคาที่เชลซีตั้งค่าตัวมิชี่ บาตชัวยี่ กองหน้าที่ทำผลงานได้ดีเมื่อฤดูกาลที่แล้วจากการยืมตัวมาจากเชลซีในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ส่วนชาลเก้ 04 รองแชมป์ปีที่แล้วหล่นมาเป็นเต็ง 4 โดยมีอัตราต่อรองถึง 33 ต่อเลยทีเดียว

“นางนวล” ไม่ฟื้นเสียที

   แวร์เดอร์ เบรเมน ทีมในศึกบุนเดสลีก้าของประเทศเยอรมัน เคยเป็นทีมชั้นนำของประเทศในยุคการคุมทีมของโธมัส ชาฟ กุนซือคนเก่งในช่วงนั้นที่เข้ามาคุมทีมตั้งแต่ปี 1999 และสร้างความสำเร็จให้กับทีม “นกนางนวล” มากมาย จนถึงการเป็นแชมป์บุนเดสีก้าด้วยซ้ำในฤดูกาล 2003-2004 ซึ่งช่วงนั้นพวกเขามีไอตัน ศูนย์หน้าร่างท้วมเป็นดาวซัลโวของทีม ประกอบกับอีวาน คลาสนิช หอกชาวโครแอต และโยฮัน มิกูด์ ซึ่งเล่นร่วมกันเป็น 3 ประสานในแนวรุกได้อย่างลงตัว และยังมีเนลสัน บัลเดส กองหน้าชาวปารากวัยเป็นตัวสำรองทีเด็ด รวมถึงอังเจลอส ชาริเตอาส ศูนย์หน้าทีมชาติกรีซที่ต่อมาไปโด่งดังด้วยการพาทีมชาติกรีซคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรได้ในปี 2004 อีกด้วย นอกจากนั้นโธมัส ชาฟ ยังพาแวร์เดอร์ เบรเมนคว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาลได้อีก 3 สมัย รวมถึงแชมป์ยูฟ่า คัพเมื่อปี 2009 ด้วย ในยุคของเมซุต โอซิล ที่กำลังแจ้งเกิดกับทีมในช่วงนั้นด้วย

แต่หลังจากจบฤดูกาล 2013 ทางสโมสรได้แยกทางกับโธมัส ชาฟ ที่คุมทีมในถิ่นเวเซอร์ สตาดิโอนมาถึง 14 ปี และหากนับจริงๆ เขาอยู่กับแวร์เดอร์ เบรเมนมาทั้งหมด 41 ปีเลยทีเดียว เพราะเขาเริ่มเข้าสู่สโมสรมาตั้งแต่ชุดเยาวชนเมื่อตอน 11 ขวบ ซึ่งเหมือนสโมสรแห่งนี้เป็นเหมือนลมหายใจของเขาเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันเขาได้วางมือจากการเป็นกุนซือเรียบร้อยแล้ว หลังจากงานสุดท้ายที่คุมทีมฮันโนเวอร์เมื่อปี 2016 ซึ่งผลงานไม่ดีเอาเสียเลยกับงานสุดท้ายของเขา และหลังจากที่เบรเมนปลดโธมัส ชาฟออกไป พวกเขาก็เหมือนถูกคำสาป เพราะกลายเป็นทีมธรรมดาๆ ไปเลย จนถึงกลายเป็นทีมที่ต้องลุ้นหนีการตกชั้นอยู่บ่อยครั้งด้วย อย่างเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นกัน แต่ยังดีที่เอาตัวรอดมาได้ในช่วงท้าย ซึ่งหลังจากโธมัส ชาฟ เบรเมนต้องมีการเปลี่ยนกุนซือมาแล้วถึง 4 คน จนกุนซือคนปัจจุบันเป็นโฟลเรีย โคเฟลต์ ที่ดันมาจากการคุมทีมชุด 2 ซึ่งถือว่าเป็นกุนซือคนที่ 5 ในรอบ 5 ปี หลังจากที่ไม่ได้เปลี่ยนกุนซือมาเลย 14 ปีในช่วงของโธมัส ชาฟ

ฤดูกาลนี้แวร์เดอร์ เบรเมน ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเพียงแค่ทีมกลางตารางอีกครั้ง เนื่องจากก็ไม่ได้มีการเสริมทัพอะไรมากมาย ถึงแม้ว่าล่าสุดพวกเขาจะคว้าตัวเดวี่ คลาสเซ่น เพลย์เมคเกอร์ชาวดัตช์มาจากเอฟเวอร์ตันก็ตามด้วยราคาถึง 15 ล้านปอนด์ หลังจากไปตกอับในถิ่นกูดิสัน ปาร์คมา 1 ฤดูกาล ซึ่งได้ลงเล่นไปเพียง 251 นาทีในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น

โค๊ชยอดเยี่ยม

  ในปีที่มีทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลรายการใหญ่ระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป จะทำให้งานประกาศรางวัลปลายปีมีความน่าตื่นเต้นมากขึ้น เพราะหากใครสามารถทำผลงานได้ดีในระดับเมเจอร์มีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยกว่านักฟุตบอลยดเยี่ยมในปีนี้ ก็คือใครจะได้รางวัลโค๊ชยอดเยี่ยมประจำปีไปครอง ซึ่งทาง Fifa หรือสมาพันธ์ฟุตบอลบอลนานาชาติพึ่งจะประกาศแคนดิเดตที่มีลุ้นจะคว้ารางวัลนี้ออกมาให้เลือกกันมีดังนี้ โดยไม่มีกุนซือจากบุนเดสลีก้าแม้แต่คนเดียว

มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ผู้พายูเวนตุสคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ได้เป็นสมัยที่ 7 ติดต่อกัน และยังผ่านเข้าไปรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกด้วย

สตานิสลาฟ เชอร์เชซอฟ กุนซือทีมชาติรัสเซีย ที่ช่วยให้เจ้าภาพผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ด้วยระบบการเล่นที่รัดกุม ทั้งที่ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์ถูกมองว่าน่าจะตกรอบแรกด้วยซ้ำ

ซลัตโก้ ดาลิช กุนซือที่พาโครเอเชียผ่านเข้าชิงชนะเลิศอย่างพลิกความคาดหมาย ด้วยการชนะดวลจุดโทษมา 2 รอบ และต่อเวลาพิเศษอีก 1 รอบ ก่อนจะมาแพ้ฝรั่งเศสในนัดชิงชนะเลิศ

ดิดิเย่ร์ เดช็องส์ กุนซือแชมป์โลก มีโอกาสได้รางวัลนี้สูงที่สุด เพราะปีนี้ไม่มีฟุตบอลรายการไหนใหญ่กว่าฟุตบอลโลกแล้ว และกุนซือคนอื่นก็มีความสำเร็จที่ไม่ชัดเจน

เป็ป กวาดิโอล่า ทำแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก และทำลายสถิติต่างๆ มากมายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำลิเวอร์พูลเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึงแม้จะได้เพียงรองแชมป์ก็ตาม

โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ทำทีมชาติเบลเยี่ยมเล่นได้อย่างสนุก บุกแหลกตลอด 90 ที และได้ที่ 3 ฟุตบอลโลกด้วย

ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ได้รองแชมป์ลา ลีก้า สเปนและแชมป์ยูโรป้า ลีกกับแอตเลติโก มาดริด

แกเร็ธ เซาต์เกธ พาอังกฤษเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ถึงแม้ว่าจะจบอันดับที่ 4 ก็ตาม

เออร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ทำบาร์เซโลน่าคว้าแชมป์ลา ลีก้าในฤดูกาลแรกที่มาคุมทีมในถิ่นคัมป์ นูของบาร์เซโลน่า

ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือประวัติศาสตร์ที่พาเรอัล มาดริดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ 3 สมัยซ้อน

โดยรางวัลนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปโหวตได้ในเว็บ fifa.com ด้วย แต่จะคิดเป็น 25% เท่านั้น

นอกนั้นจะเป็นส่วนของโค๊ชทีมชาติ นักเตะกัปตันทีมชาติ และผู้สื่อข่าวจากประเทศต่างๆ ที่ลงทะเบียนกับทางฟีฟ่าได้โหวตเป็นหลัก และถือเป็นคะแนนส่วนใหญ่ด้วย โดยจะประกาศผลกันในปลายปีนี้