“นางนวล” ไม่ฟื้นเสียที

   แวร์เดอร์ เบรเมน ทีมในศึกบุนเดสลีก้าของประเทศเยอรมัน เคยเป็นทีมชั้นนำของประเทศในยุคการคุมทีมของโธมัส ชาฟ กุนซือคนเก่งในช่วงนั้นที่เข้ามาคุมทีมตั้งแต่ปี 1999 และสร้างความสำเร็จให้กับทีม “นกนางนวล” มากมาย จนถึงการเป็นแชมป์บุนเดสีก้าด้วยซ้ำในฤดูกาล 2003-2004 ซึ่งช่วงนั้นพวกเขามีไอตัน ศูนย์หน้าร่างท้วมเป็นดาวซัลโวของทีม ประกอบกับอีวาน คลาสนิช หอกชาวโครแอต และโยฮัน มิกูด์ ซึ่งเล่นร่วมกันเป็น 3 ประสานในแนวรุกได้อย่างลงตัว และยังมีเนลสัน บัลเดส กองหน้าชาวปารากวัยเป็นตัวสำรองทีเด็ด รวมถึงอังเจลอส ชาริเตอาส ศูนย์หน้าทีมชาติกรีซที่ต่อมาไปโด่งดังด้วยการพาทีมชาติกรีซคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรได้ในปี 2004 อีกด้วย นอกจากนั้นโธมัส ชาฟ ยังพาแวร์เดอร์ เบรเมนคว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาลได้อีก 3 สมัย รวมถึงแชมป์ยูฟ่า คัพเมื่อปี 2009 ด้วย ในยุคของเมซุต โอซิล ที่กำลังแจ้งเกิดกับทีมในช่วงนั้นด้วย

แต่หลังจากจบฤดูกาล 2013 ทางสโมสรได้แยกทางกับโธมัส ชาฟ ที่คุมทีมในถิ่นเวเซอร์ สตาดิโอนมาถึง 14 ปี และหากนับจริงๆ เขาอยู่กับแวร์เดอร์ เบรเมนมาทั้งหมด 41 ปีเลยทีเดียว เพราะเขาเริ่มเข้าสู่สโมสรมาตั้งแต่ชุดเยาวชนเมื่อตอน 11 ขวบ ซึ่งเหมือนสโมสรแห่งนี้เป็นเหมือนลมหายใจของเขาเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันเขาได้วางมือจากการเป็นกุนซือเรียบร้อยแล้ว หลังจากงานสุดท้ายที่คุมทีมฮันโนเวอร์เมื่อปี 2016 ซึ่งผลงานไม่ดีเอาเสียเลยกับงานสุดท้ายของเขา และหลังจากที่เบรเมนปลดโธมัส ชาฟออกไป พวกเขาก็เหมือนถูกคำสาป เพราะกลายเป็นทีมธรรมดาๆ ไปเลย จนถึงกลายเป็นทีมที่ต้องลุ้นหนีการตกชั้นอยู่บ่อยครั้งด้วย อย่างเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นกัน แต่ยังดีที่เอาตัวรอดมาได้ในช่วงท้าย ซึ่งหลังจากโธมัส ชาฟ เบรเมนต้องมีการเปลี่ยนกุนซือมาแล้วถึง 4 คน จนกุนซือคนปัจจุบันเป็นโฟลเรีย โคเฟลต์ ที่ดันมาจากการคุมทีมชุด 2 ซึ่งถือว่าเป็นกุนซือคนที่ 5 ในรอบ 5 ปี หลังจากที่ไม่ได้เปลี่ยนกุนซือมาเลย 14 ปีในช่วงของโธมัส ชาฟ

ฤดูกาลนี้แวร์เดอร์ เบรเมน ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเพียงแค่ทีมกลางตารางอีกครั้ง เนื่องจากก็ไม่ได้มีการเสริมทัพอะไรมากมาย ถึงแม้ว่าล่าสุดพวกเขาจะคว้าตัวเดวี่ คลาสเซ่น เพลย์เมคเกอร์ชาวดัตช์มาจากเอฟเวอร์ตันก็ตามด้วยราคาถึง 15 ล้านปอนด์ หลังจากไปตกอับในถิ่นกูดิสัน ปาร์คมา 1 ฤดูกาล ซึ่งได้ลงเล่นไปเพียง 251 นาทีในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น

โค๊ชยอดเยี่ยม

  ในปีที่มีทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลรายการใหญ่ระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป จะทำให้งานประกาศรางวัลปลายปีมีความน่าตื่นเต้นมากขึ้น เพราะหากใครสามารถทำผลงานได้ดีในระดับเมเจอร์มีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยกว่านักฟุตบอลยดเยี่ยมในปีนี้ ก็คือใครจะได้รางวัลโค๊ชยอดเยี่ยมประจำปีไปครอง ซึ่งทาง Fifa หรือสมาพันธ์ฟุตบอลบอลนานาชาติพึ่งจะประกาศแคนดิเดตที่มีลุ้นจะคว้ารางวัลนี้ออกมาให้เลือกกันมีดังนี้ โดยไม่มีกุนซือจากบุนเดสลีก้าแม้แต่คนเดียว

มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ผู้พายูเวนตุสคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ได้เป็นสมัยที่ 7 ติดต่อกัน และยังผ่านเข้าไปรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกด้วย

สตานิสลาฟ เชอร์เชซอฟ กุนซือทีมชาติรัสเซีย ที่ช่วยให้เจ้าภาพผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ด้วยระบบการเล่นที่รัดกุม ทั้งที่ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์ถูกมองว่าน่าจะตกรอบแรกด้วยซ้ำ

ซลัตโก้ ดาลิช กุนซือที่พาโครเอเชียผ่านเข้าชิงชนะเลิศอย่างพลิกความคาดหมาย ด้วยการชนะดวลจุดโทษมา 2 รอบ และต่อเวลาพิเศษอีก 1 รอบ ก่อนจะมาแพ้ฝรั่งเศสในนัดชิงชนะเลิศ

ดิดิเย่ร์ เดช็องส์ กุนซือแชมป์โลก มีโอกาสได้รางวัลนี้สูงที่สุด เพราะปีนี้ไม่มีฟุตบอลรายการไหนใหญ่กว่าฟุตบอลโลกแล้ว และกุนซือคนอื่นก็มีความสำเร็จที่ไม่ชัดเจน

เป็ป กวาดิโอล่า ทำแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก และทำลายสถิติต่างๆ มากมายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำลิเวอร์พูลเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึงแม้จะได้เพียงรองแชมป์ก็ตาม

โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ทำทีมชาติเบลเยี่ยมเล่นได้อย่างสนุก บุกแหลกตลอด 90 ที และได้ที่ 3 ฟุตบอลโลกด้วย

ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ได้รองแชมป์ลา ลีก้า สเปนและแชมป์ยูโรป้า ลีกกับแอตเลติโก มาดริด

แกเร็ธ เซาต์เกธ พาอังกฤษเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ถึงแม้ว่าจะจบอันดับที่ 4 ก็ตาม

เออร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ทำบาร์เซโลน่าคว้าแชมป์ลา ลีก้าในฤดูกาลแรกที่มาคุมทีมในถิ่นคัมป์ นูของบาร์เซโลน่า

ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือประวัติศาสตร์ที่พาเรอัล มาดริดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ 3 สมัยซ้อน

โดยรางวัลนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปโหวตได้ในเว็บ fifa.com ด้วย แต่จะคิดเป็น 25% เท่านั้น

นอกนั้นจะเป็นส่วนของโค๊ชทีมชาติ นักเตะกัปตันทีมชาติ และผู้สื่อข่าวจากประเทศต่างๆ ที่ลงทะเบียนกับทางฟีฟ่าได้โหวตเป็นหลัก และถือเป็นคะแนนส่วนใหญ่ด้วย โดยจะประกาศผลกันในปลายปีนี้